รายละเอียดบริการ
ค่าแรงโครงหลังคาเหล็ก ต่อตารางเมตร 2569 ราคาเท่าไหร่?
ปี 2569 ค่าแรงโครงหลังคาเหล็กอยู่ที่ประมาณ 250–700 บาทต่อตารางเมตร สำหรับงานประกอบและติดตั้งโครงอย่างเดียว ตัวเลขนี้กว้างเพราะขึ้นกับ 3 อย่างหลัก คือ ระยะพาดของโครงสร้าง (span)ความสูงในการทำงาน และ ปริมาณงานทั้งโครงการ — ยิ่งพาดกว้าง ยิ่งสูง ยิ่งงานน้อย ราคาต่อตารางเมตรยิ่งแพงขึ้น ฐานเสาเหล็กมักใช้ ฟุตติ้งโครงเหล็ก และพื้นโรงงานต่อด้วย เทพื้นโรงงาน ครับ
ตารางด้านล่างแยกให้เห็นชัดระหว่าง “ค่าแรงอย่างเดียว” กับ “เหมารวมวัสดุ” ซึ่งเป็นจุดที่คนเทียบราคาผิดกันมากที่สุด
| ประเภทงาน | ค่าแรงอย่างเดียว (บาท/ตร.ม.) | เหมารวมวัสดุ (บาท/ตร.ม.) |
|---|---|---|
| ต่อเติมหลังคาบ้าน / กันสาด (พาด 3–4 ม.) | 250–450 | 1,000–1,600 |
| โรงจอดรถบ้าน (พาด 5–6 ม.) | 300–550 | 1,200–2,000 |
| หลังคาคลุมลานอเนกประสงค์ (พาด 8–12 ม.) | 400–650 | 1,800–3,000 |
| โกดัง/โรงงาน สูง 4–6 ม. | 400–600 | 2,500–4,000 |
| โกดัง/โรงงาน สูง 8–10 ม. | 500–700 | 4,000–5,500 |
เทียบเป็นค่าแรงรายวัน: ปี 2569 ค่าแรงช่างเหล็กอยู่ที่ราว 600–800 บาท/วัน ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และ 450–650 บาท/วัน ในต่างจังหวัด ทีมมาตรฐาน 3–4 คน (ช่างเชื่อม 2 + ผู้ช่วย 1–2) ประกอบและติดตั้งโครงหลังคาได้ประมาณ 15–25 ตร.ม. ต่อวัน — ลองหารดูจะเห็นว่าช่วงราคาข้างบนสมเหตุสมผล ไม่ใช่ตัวเลขลอย ๆ
ค่าแรงอย่างเดียว กับ เหมารวมวัสดุ ต่างกันอย่างไร
ต่างกันตรงที่ “ใครเป็นคนซื้อเหล็ก” — จ้างเฉพาะค่าแรง คุณซื้อวัสดุเองแล้วจ่ายช่างเฉพาะค่าประกอบติดตั้ง ส่วนเหมารวมคือผู้รับเหมาจัดหาทุกอย่าง ราคาต่างกันประมาณ 4–8 เท่า เพราะค่าวัสดุคือต้นทุนหลักของงานโครงหลังคาเหล็ก ไม่ใช่ค่าแรง
จ้างเฉพาะค่าแรง
เหมาะกับคนที่มีแหล่งเหล็กราคาดี มีเวลาคุมงานเอง และอ่านแบบเป็น
- ข้อดี: เห็นต้นทุนวัสดุตรง ๆ ไม่มีการบวกซ้อน
- ข้อเสีย: ถ้าคำนวณเหล็กขาด ต้องวิ่งซื้อเพิ่มเอง ช่างหยุดรอ และถ้างานมีปัญหาโครงสร้าง จะเถียงกันยากว่าเป็นเพราะวัสดุหรือฝีมือ
เหมารวมวัสดุ
เหมาะกับเจ้าของบ้านและเจ้าของกิจการทั่วไปที่ไม่มีเวลาคุมหน้างาน
- ข้อดี: ความรับผิดชอบอยู่ที่เจ้าเดียว รับประกันงานได้เต็ม
- ข้อเสีย: ต้องเลือกผู้รับเหมาที่แจกแจง BOQ ให้ดู ไม่ใช่เสนอมาก้อนเดียวว่า “ทั้งหมด X บาท”
หมายเหตุ: ถ้าจะเทียบราคาหลายเจ้า ต้องเทียบบนเงื่อนไขเดียวกัน — เจ้าหนึ่งเสนอ 400 บาท/ตร.ม. (ค่าแรง) กับอีกเจ้า 1,500 บาท/ตร.ม. (รวมวัสดุ) ไม่ได้แปลว่าเจ้าแรกถูกกว่า
ราคาโครงหลังคาเหล็ก 2566–2569 เปลี่ยนไปแค่ไหน
ภาพรวม 4 ปีที่ผ่านมา ค่าวัสดุเหล็กทรงตัวถึงลดลงเล็กน้อย แต่ค่าแรงขยับขึ้นต่อเนื่องตามค่าครองชีพ ผลลัพธ์คือราคาเหมารวมต่อตารางเมตรขยับขึ้นไม่มาก แต่สัดส่วน “ค่าแรง” ในใบเสนอราคาเพิ่มขึ้นชัดเจน ใครที่เคยได้ราคาปี 2566 แล้วเอามาต่อรองปี 2569 มักจะเจอว่าคุยไม่ลง เพราะเทียบผิดฝั่ง
| ปี | เหมารวม งานบ้าน (บาท/ตร.ม.) | ค่าแรงอย่างเดียว (บาท/ตร.ม.) | สถานการณ์ตลาด |
|---|---|---|---|
| 2566 | 1,000–1,600 | 200–450 | ราคาเหล็กย่อตัวลงจากจุดสูงสุดปี 2565 |
| 2567 | 1,050–1,700 | 220–500 | เหล็กทรงตัว ค่าแรงเริ่มขยับ |
| 2568 | 1,100–1,800 | 250–550 | ค่าแรงขั้นต่ำปรับ ต้นทุนแรงงานเพิ่ม |
| 2569 | 1,200–2,000 | 250–700 | ค่าแรงเป็นตัวขับหลัก วัสดุค่อนข้างนิ่ง |
ช่วงราคาข้างต้นเป็นค่าประมาณจากราคาตลาดทั่วไป ไม่ใช่สถิติทางการ — ใช้ดูแนวโน้มมากกว่าใช้ยึดเป็นตัวเลขตายตัว
สิ่งที่ควรอ่านจากตารางนี้
ถ้าคุณกำลังจะทำหลังคาเหล็ก การรอปีหน้าเพื่อให้ราคาถูกลงมักไม่คุ้ม เพราะฝั่งที่ขยับขึ้นคือค่าแรง ซึ่งไม่มีสัญญาณว่าจะลด ต่างจากราคาเหล็กที่แกว่งขึ้นลงตามตลาดโลก
โครงถัก 12 เมตร ราคาเท่าไหร่ คิดอย่างไร
โครงถัก (Truss) ระยะพาด 12 เมตร ราคาประมาณ 15,000–28,000 บาทต่อตัว สำหรับโครงถักเหล็กกล่อง รวมค่าเหล็ก ค่าเชื่อมประกอบ ทาสีกันสนิม และติดตั้ง แต่ยังไม่รวมเสา แป และแผ่นหลังคา ราคาแกว่งตามขนาดหน้าตัดเหล็กที่วิศวกรกำหนด ซึ่งขึ้นกับน้ำหนักบรรทุกและระยะห่างระหว่างโครงถัก
ที่มาของตัวเลขคิดแบบนี้ (คิดเป็นน้ำหนักเหล็ก ซึ่งเป็นวิธีที่ผู้รับเหมางานเหล็กใช้จริง):
| รายการ | ค่าประมาณ |
|---|---|
| น้ำหนักเหล็กของโครงถัก 12 ม. 1 ตัว | 250–400 กก. |
| ค่าเหล็กกล่อง/เหล็กท่อ | 30–36 บาท/กก. |
| ค่าแรงเชื่อมประกอบ + ทาสี + ยกติดตั้ง | 20–35 บาท/กก. |
| รวมต่อตัว | ประมาณ 15,000–28,000 บาท |
แปลงกลับเป็นราคาต่อตารางเมตร: ถ้าวางโครงถักห่างกัน 4 เมตร โครงถัก 1 ตัวจะรับพื้นที่ประมาณ 48 ตร.ม. (12 × 4) เท่ากับประมาณ 310–580 บาท/ตร.ม. เฉพาะส่วนโครงถัก ยังไม่รวมแป เสา และหลังคา — ตรงกับช่วงค่าแรงและวัสดุที่แจกแจงไว้ด้านบน
ข้อควรรู้เรื่องความลึกโครงถัก
โครงถักช่วง 12 เมตร ควรมีความลึกประมาณ 1/8–1/10 ของระยะพาด หรือราว 1.2–1.5 เมตร ถ้าช่างเสนอโครงถักตื้นกว่านี้มากเพื่อให้ดูสวยหรือประหยัดเหล็ก ให้ขอแบบที่วิศวกรเซ็นรับรองก่อนเสมอ เพราะโครงถักตื้นเกินไปจะแอ่นตัวและเสี่ยงวิบัติเมื่อเจอลมแรงหรือน้ำขัง
อะไรทำให้ราคาค่าแรงโครงหลังคาเหล็กต่างกันเป็นเท่าตัว
ราคาต่างกันได้ 2–3 เท่าจากปัจจัย 7 ข้อนี้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการถามราคาทางโทรศัพท์โดยไม่ดูหน้างานถึงไม่มีทางแม่น
1. ระยะพาด (Span)
พาด 4 เมตรใช้เหล็กกล่อง 2″×4″ ก็พอ แต่พาด 12 เมตรต้องทำโครงถักหรือใช้ H-Beam ราคาต่างกันหลายเท่า
2. ความสูงในการทำงาน
สูงเกิน 6 เมตรต้องใช้นั่งร้านหรือรถกระเช้า ค่าแรงบวกเพิ่ม 15–30%
3. ปริมาณงานรวม
งาน 30 ตร.ม. คิดต่อตารางเมตรแพงกว่างาน 500 ตร.ม. เสมอ เพราะค่าขนย้ายเครื่องมือและค่าเซ็ตอัพเท่ากัน
4. ชนิดและเกรดเหล็ก
เหล็กกล่องดำทั่วไป vs เหล็กชุบกัลวาไนซ์ vs H-Beam ราคาต่างกันมาก และความหนาผนังเหล็ก (1.8 มม. vs 3.2 มม.) มีผลต่อทั้งราคาและอายุงาน
5. ระบบกันสนิม
ทาสีกันสนิม 1 เที่ยว vs 2 เที่ยว vs ชุบกัลวาไนซ์ ต่างกันตั้งแต่ 20 ถึง 150 บาท/ตร.ม. และเป็นจุดที่ผู้รับเหมาราคาถูกมักตัดออกเงียบ ๆ
6. สภาพหน้างาน
ที่แคบ รถเข้าไม่ถึง ต้องยกเหล็กด้วยแรงคน หรือต้องรื้อของเดิมก่อน บวกค่าแรงทั้งหมด
7. พื้นที่และค่าเดินทาง
งานต่างจังหวัดที่ต้องดึงทีมช่างข้ามจังหวัด มีค่าที่พักและค่าขนย้ายที่มักไม่รวมในราคาต่อตารางเมตร
ทำโครงหลังคาเหล็กแล้วจะติดโซล่าเซลล์ทีหลัง ต้องเผื่อโครงสร้างไหม
ต้องเผื่อครับ และควรเผื่อตั้งแต่ตอนออกแบบ เพราะแผงโซล่าเซลล์พร้อมรางยึดเพิ่มน้ำหนักบนหลังคาประมาณ 12–18 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ในพื้นที่ที่ติดแผง ขณะที่โครงหลังคาเหล็กทั่วไปมักออกแบบเผื่อไว้แค่น้ำหนักแผ่นเมทัลชีท (ราว 5–6 กก./ตร.ม.) บวกแรงลมเท่านั้น ตัวเลขนี้ฟังดูไม่มาก แต่มันเป็นน้ำหนักที่กดอยู่ตลอด 25–30 ปี ไม่ใช่น้ำหนักชั่วคราว
ลองคิดเป็นภาพ: ระบบโซล่าเซลล์ขนาด 5 kW ใช้พื้นที่หลังคาประมาณ 25–30 ตร.ม. เท่ากับเพิ่มน้ำหนักรวมราว 350–540 กิโลกรัม ลงบนแปและโครงถักช่วงนั้น ถ้าโครงเดิมออกแบบมาพอดีเป๊ะ ผลที่เจอคือแปแอ่น แผ่นหลังคาเป็นคลื่น และรั่วตามรูสกรู
เผื่อตอนทำใหม่ กับ เสริมโครงย้อนหลัง ต่างกันแค่ไหน
ต่างกันมากในแง่ต้นทุนและความยุ่งยาก การเผื่อตั้งแต่แบบคือการขยับหน้าตัดเหล็กหรือลดระยะแปลงเล็กน้อย ซึ่งเพิ่มค่าเหล็กไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของค่าโครงทั้งหมด ส่วนการเสริมย้อนหลังต้องรื้อแผ่นหลังคาบางส่วนออก เชื่อมเสริมบนหลังคาที่ใช้งานอยู่ แล้วปิดคืน — ค่าแรงและค่าเก็บงานรวมกันมักแพงกว่าการเผื่อตั้งแต่แรกหลายเท่า และมีความเสี่ยงเรื่องรอยรั่วจุดใหม่
| หัวข้อ | เผื่อตั้งแต่ออกแบบ | เสริมโครงย้อนหลัง |
|---|---|---|
| สิ่งที่ต้องทำ | ปรับหน้าตัดเหล็ก / ลดระยะแป ในแบบ | รื้อแผ่นหลังคา เชื่อมเสริม ปิดคืน |
| กระทบการใช้งาน | ไม่มี ทำไปพร้อมงานหลัก | ต้องหยุดใช้พื้นที่ใต้หลังคาช่วงงาน |
| ความเสี่ยงรั่ว | ไม่เพิ่ม | เพิ่ม — มีรูสกรูและรอยต่อใหม่ |
| ต้นทุน | เพิ่มจากค่าโครงเดิมเล็กน้อย | สูงกว่าชัดเจน ทั้งค่ารื้อ ค่าเชื่อม ค่าเก็บงาน |
3 อย่างที่ควรบอกช่างตั้งแต่วันตีราคา
ถ้าคิดว่าจะติดโซล่าเซลล์ในอนาคต แม้ยังไม่ใช่ปีนี้ บอกผู้รับเหมาไว้ตั้งแต่ขั้นออกแบบ แล้วให้ระบุลงในแบบและ BOQ ให้ชัด
- แจ้งน้ำหนักบรรทุกเพิ่มเติมที่ต้องการเผื่อ — ระบุเป็นตัวเลข กก./ตร.ม. ในแบบ ไม่ใช่บอกปากเปล่าว่า "เผื่อโซล่าไว้ด้วยนะ" เพราะคำนี้ไม่มีผลผูกพันอะไรเลยตอนมีปัญหา
- คุมระยะแปให้ถี่พอ — แปที่ห่างเกินไปคือจุดอ่อนอันดับหนึ่ง รางยึดแผงต้องมีจุดยึดที่แข็งแรงรองรับ ให้วิศวกรกำหนดระยะจากทั้งสเปกแผ่นหลังคาและตำแหน่งแผงที่วางแผนไว้
- เลือกชนิดแผ่นหลังคาให้สอดคล้อง — หลังคาเมทัลชีทติดตั้งโครงยึดแผงได้ง่ายและเจาะน้อยที่สุด ส่วนกระเบื้องลอนคู่และ CPAC ต้องใช้อุปกรณ์ยึดเฉพาะและมีขั้นตอนกันรั่วเพิ่ม ซึ่งมีผลต่อทั้งค่าติดตั้งและความเสี่ยงระยะยาว
หมายเหตุจากหน้างาน: งานที่เจอบ่อยที่สุดคือเจ้าของบ้านทำหลังคาเสร็จไปแล้ว 2–3 ปี ค่อยมาคิดเรื่องโซล่าเซลล์ ทำให้ต้องเสียค่าเสริมโครงที่เลี่ยงได้ตั้งแต่แรก การคุยเรื่องนี้ในวันตีราคาใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที
ธีรพงษ์ เซอร์วิส รับงานโครงสร้างหลังคาเหล็กและการเผื่อโครงรับน้ำหนักแผง ส่วนงานออกแบบระบบ ติดตั้งแผง และยื่นขออนุญาตขนานไฟกับการไฟฟ้า เราส่งต่อให้ทีมงานพันธมิตร BOA-Buildtech ซึ่งดูแลงานระบบไฟฟ้าโดยเฉพาะ — ดูรายละเอียดขนาดระบบ ราคาพร้อม VAT และขั้นตอนขออนุญาตได้ที่หน้า บริการติดตั้งโซล่าเซลล์บ้านและอาคาร ของ BOA-Buildtech
คำนวณงบโครงหลังคาเหล็กเองแบบง่าย ๆ ใน 4 ขั้นตอน
ใช้วิธีนี้ตั้งงบคร่าว ๆ ก่อนเรียกผู้รับเหมามาประเมิน จะได้รู้ว่าราคาที่ได้รับมาอยู่ในโลกความจริงหรือไม่
- วัดพื้นที่หลังคาจริง — ไม่ใช่พื้นที่พื้น ถ้าหลังคาลาดชัน ให้คูณเพิ่มประมาณ 5–15% จากพื้นที่ราบ (เช่น พื้นที่ราบ 100 ตร.ม. หลังคาลาดชันปานกลาง คิดที่ 110 ตร.ม.)
- เลือกช่วงราคาจากตารางให้ตรงประเภทงาน — ดูที่ระยะพาดและความสูงเป็นหลัก แล้วเลือกช่วงล่างถ้างานตรงไปตรงมา เลือกช่วงบนถ้าหน้างานยาก
- คูณออกมาเป็นงบตั้งต้น — เช่น โรงจอดรถ 60 ตร.ม. เหมารวม × 1,500 บาท = ประมาณ 90,000 บาท
- เผื่อไว้อีก 10–15% — สำหรับงานฐานราก งานรื้อของเดิม รางน้ำ และงานเก็บรายละเอียดที่มักไม่อยู่ในราคาต่อตารางเมตร เสาสูงควร ตอกเข็มรับโครง และเดินไฟโรงงานคู่กับ เดินสายไฟโรงงาน
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยจากหน้างานจริง
จากงานโครงสร้างและงานโยธาที่ทีมงานธีรพงษ์ เซอร์วิส เข้าไปแก้ให้ลูกค้า ปัญหาที่เจอซ้ำ ๆ มักไม่ได้มาจาก “ราคาแพงไป” แต่มาจาก “ราคาถูกผิดปกติ” แล้วต้องมารื้อทำใหม่ ซึ่งจบที่แพงกว่าเดิม 1.5–2 เท่า
- ตัดความหนาเหล็กลงเงียบ ๆ — เสนอ 2″×4″ เหมือนกัน แต่ใช้หนา 1.6 มม. แทน 2.3 มม. ราคาถูกลงชัดเจน แต่รับน้ำหนักได้น้อยกว่ามาก มองด้วยตาเปล่าแทบไม่ออก ต้องระบุความหนาในสัญญาและวัดตอนเหล็กมาส่ง
- เชื่อมไม่เต็มแนว — เชื่อมแบบจิ้มเป็นจุดเพื่อความเร็ว รอยเชื่อมจะแตกภายใน 2–3 ปี โดยเฉพาะจุดต่อโครงถัก
- ทาสีกันสนิมทับสนิมเดิม — ไม่ขัดสนิมและคราบน้ำมันออกก่อน สีลอกภายในปีเดียว แล้วสนิมกินเข้าเนื้อเหล็ก
- ระยะแปห่างเกินสเปกแผ่นหลังคา — ประหยัดเหล็กแปได้ไม่กี่พัน แต่แผ่นเมทัลชีทจะยุบเป็นคลื่นและรั่วตามรูสกรู
- ไม่มีแบบวิศวกรสำหรับงานพาดกว้าง — งานพาดเกิน 8 เมตร หรือหลังคาที่ต้องขออนุญาตก่อสร้าง ควรมีแบบและการรับรองจากวิศวกร ไม่ใช่ “ช่างเคยทำมาแล้ว”
ต้องการใบเสนอราคาโครงหลังคาเหล็ก?
ทีมงานธีรพงษ์ เซอร์วิส ประเมินเบื้องต้นฟรีผ่าน LINE เมื่อส่งรูปและรายละเอียดครบ พร้อมแจกแจง BOQ ให้เทียบได้ชัดเจน